Ricco
|Les abonnés
Dernières vidéos
เหตุผลที่ Ethereum ยังน่าสนใจ 1. กลไกการสร้างผลตอบแทนจากการ staking ที่น่าสนใจ: Ethereum มีปริมาณหมุนเวียนคงที่ ทำให้มีความต้องการสูง การ staking ทำให้ Ethereum ประมาณ 28% ถูก lock ไว้ในสัญญา และอีก 10% อยู่ในสัญญาฝากและให้ยืม นักลงทุนถือ Ethereum ไว้ระยะยาว ทำให้เกิดความต้องการที่มั่นคง 2. ETF Ethereum กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น: กองทุน ETF ที่ลงทุนใน Ethereum มีเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง หากกฎระเบียบผ่อนคลายมากขึ้น อาจทำให้ ETF Ethereum สามารถนำเสนอผลตอบแทนจากการ staking ได้ ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนสถาบันมากขึ้น 3. กิจกรรมบนเครือข่าย Ethereum เพิ่มขึ้น: Ethereum ยังคงเป็นบล็อกเชนที่ได้รับความนิยมสูงสุด Layer 2 บน Ethereum มีจำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว Ethereum ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับโทเค็นดิจิทัลและสกุลเงินดิจิทัลที่มีเสถียรภาพ Bitcoin อาจดึงดูดเงินลงทุนมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 จากการคาดการณ์การอัดฉีดสภาพคล่องอย่างต่อเนื่องในเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่อง ธนาคารกลางสหรัฐฯ คาดว่าจะเพิ่มปริมาณเงินทั่วโลกมากกว่า 127 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 107 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 18% Jamie Coutts นักวิเคราะห์คริปโตเชิงลึกของ Real Vision กล่าว การอัดฉีดสภาพคล่องมูลค่า 20 ล้านล้านดอลลาร์ อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันราคา Bitcoin ในปี 2568 ซึ่งอาจดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของปริมาณเงินที่สร้างขึ้นใหม่ M2 โลกแตะระดับต่ำสุดที่ 94 ล้านล้านดอลลาร์ ในไตรมาสที่ 4 ปี 2022 และเพิ่มขึ้นเป็น 105 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลานี้ มูลค่าตลาดของ Bitcoin เพิ่มขึ้น 5 เท่า เพิ่มขึ้น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง 10% ของเงินทุนใหม่ได้รั่วไหลจากระบบ fiat ไปยังสินทรัพย์สำรองโลกใหม่ของ Bitcoin
คุณสมบัติของ Ethereum คือการเป็นโครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชนในการพัฒนา DApps หรือแอปพลิเคชั่นที่ทำงานแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) กล่าวคือทำหน้าที่ทำหน้าที่เหมือนกับระบบปฎิบัติการ IOS หรือว่า Android ที่พัฒนาแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ส่วน DApps ก็คือแอปที่ทำงานด้วย Smart Contract อย่างเช่น DeFi,NFT รวมถึง Blockchain Game นอกจาก DApps ยังสามารถใช้งานบล็อกเชนได้อีกหลายรูปแบบอย่างเช่นการ Tokenize Asset ไม่ว่าจะเป็นโปรดักต์ทางการเงินอย่างเช่นเงินฝาก พันธบัตร รวมถึงสินทรัพย์ต่างๆอย่างเช่นอสังหาริมทรัพย์ หุ้น โดยจุดเด่นของการนำบล็อกเชนมาใช้ Tokenized Asset คือความเร็วในการทำธุรกรรมและมีต้นทุนที่ต่ำกว่าเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่า การเติบโตของ Ethereum จะมาจากสองปัจจัยหลักคือการเติบโตของ DApps ต่างๆ ซึ่งในตลาดขาขึ้นครั้งก่อน แพลตฟอร์มอย่าง DeFi NFT GameFi รวมถึง Metaverse ได้รับความนิยมอย่างมากก่อนที่จะถดถอยลงตามภาวะตลาดแต่เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากการที่ผู้เล่นเดิมจากสถาบันการเงิน ธุรกิจบันเทิง ต่างกำลังให้ความสนใจในการนำบล็อกเชนเข้ามาใช้ในธุรกิจ รวมถึงการเติบโตจากการใช้งานบล็อกเชนในธุรกรรมต่างๆซึ่งแนวโน้มการเติบโตของ Tokenize Asset ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะสถาบันการเงินซึ่งได้นำบล็อกเชนมาใช้กับการชำระเงินมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ในโลกของคริปโตจึงมีการแยก Bitcoin ออกจาก Altcoin อย่างชัดเจน เพราะมีรูปแบบการใช้งานที่ต่างกันนั่นเอง การที่เกิด Ethereum ETF จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าโลกการเงินและการลงทุนให้การยอมรับ Altcoin แล้วต่อจาก Bitcoin ดังนั้นหากนักลงทุนมีความเชื่อว่าบล็อกเชนจะเป็นเทคโนโลยีที่มีการใช้งานจริงรวมถึงเม็ดเงินจากโลกเศรษฐกิจจะไหลเข้ามาในโลกของคริปโตมากขึ้น ก็สามารถที่จะมั่นใจกับการลงทุนระยะยาวใน Ethereum ได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อผ่าน Exchange หรือผ่าน ETF ที่กำลังจะได้รับอนุมัติให้ซื้อขายได้ อย่างไรก็ตาม Ethereum ยังมีปัจจัยลบที่ต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเร็วในการทำธุรกรรมและต้นทุนค่า Gas หรือค่าธรรมเนียมที่ยังสูงกว่าบล็อกเชนรุ่นใหม่ที่ได้พัฒนาขึ้นในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา และจุดอ่อนที่เป็นเหรียญซึ่งมีซัพพลายที่ไม่จำกัดซึ่งต่างจาก Bitcoin ที่มีจำกัด อย่างไรก็ตาม Ethereum ได้ผ่านการอัปเกรดครั้งล่าสุดมาทำให้มีลไกของการเผาเหรียญเพื่อลดซัพพลายลงจนทำให้เกิดภาวะเงินฝืดได้เช่นเดียวกับ Bitcoin แต่ต้องขึ้นอยู่กับจำนวยการทำธุรกรรมในบล็อกเชนที่ต้องเติบโตขึ้นด้วย กล่าวคือถ้าหากมี Use Case หรือการใช้งาน Ethereum จริงมากเท่าไรพื้นฐานของ Ethereum จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
