BENYIAM TIME
|abonnees
Laatste video's
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2025 ทาง Brad Garlinghouse แบรด การ์ลิงเฮาส์ ซีอีโอของ Ripple ได้ประกาศว่า SEC หรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจไม่อุทธรณ์คำตัดสินของศาลที่เคยตัดสินว่า XRP ไม่ใช่หลักทรัพย์ นี่ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของ Ripple ในคดีความที่ยืดเยื้อมานาน และตลาดก็ตอบรับข่าวนี้ทันที โดยราคา XRP พุ่งขึ้นประมาณ 9% ในชั่วโมงแรกหลังจากการประกาศ Ripple มองว่านี่เป็นชัยชนะทางกฎหมายที่ชัดเจน แม้จะยังมีประเด็นปลีกย่อยที่ต้องจัดการ โดยเฉพาะเรื่องค่าปรับ 125 ล้านดอลลาร์ที่ศาลสั่งให้บริษัทจ่าย จากการขาย XRP ให้นักลงทุนสถาบัน ซึ่ง Brad Garlinghouse กล่าวว่าบริษัทกำลังพิจารณาว่าจะต่อสู้เพื่อเรียกเงินคืนหรือตกลงกับ SEC ให้ยุติคดีทั้งหมด ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมคริปโต แม้หลายคนจะมองว่านี่เป็นชัยชนะที่จะสร้างบรรทัดฐานให้กับวงการคริปโต แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายให้ความเห็นว่า คดีนี้ไม่ได้สร้าง "บรรทัดฐานทางกฎหมาย" ที่บริษัทอื่นๆ จะสามารถอ้างอิงได้อย่างเต็มที่ นักกฎหมาย Aaron Brogan ให้ความเห็นว่าถึงแม้สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบจะเอื้อต่อบริษัทคริปโตมากขึ้น แต่นโยบายที่แน่ชัดของ SEC จะยังไม่ปรากฏจนกว่า Paul Atkins จะได้รับการเสนอชื่อเป็นประธาน SEC คนใหม่ ทาง Brian Grace ที่ปรึกษาทั่วไปของ Metaplex DAO ได้ชี้ว่าการตัดสินในปี 2023 ที่ SEC กำลังอุทธรณ์นั้นไม่ได้เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ผูกมัด เพราะเป็นเพียงคำตัดสินของผู้พิพากษาศาลแขวงเพียงคนเดียวตามข้อเท็จจริงของคดีนั้นๆ ที่สำคัญคือ การที่จะมีความชัดเจนทางกฎหมายสำหรับอุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐฯ อย่างแท้จริง ต้องรอให้รัฐสภาออกกฎหมายใหม่มารองรับ ซึ่งขณะนี้กำลังมีความพยายามผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับสเตเบิลคอยน์และกรอบการกำกับดูแลคริปโต โดยคาดการณ์ว่าอาจจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ การวิเคราะห์ราคา XRP และอนาคต หลังจากข่าวดังกล่าว ราคา XRP พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ Ripple และอนาคตของ XRP เมื่อไม่มีภาระทางกฎหมายที่คาราคาซังมานาน ตอนนี้ราคา XRP ได้พุ่งขึ้นสูงกว่า 2.50 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบหลายปี แนวโน้มระยะสั้น: นักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่าราคาอาจแตะระดับ 2.59 ดอลลาร์ในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นการเติบโตเล็กน้อยประมาณ 7% จากราคาปัจจุบัน หลังการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจเกิดการปรับฐานเล็กน้อยก่อนที่จะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง บางความเห็นมองว่า XRP อาจทดสอบแนวต้านที่ 3.40 ดอลลาร์ในอนาคตอันใกล้ แนวโน้มระยะกลางถึงระยะยาว (2025 เป็นต้นไป): นักวิเคราะห์ชั้นนำหลายรายคาดการณ์ว่า XRP มีโอกาสแตะระดับราคาในช่วง 5-8 ดอลลาร์ภายในปี 2025 มีการคาดการณ์ที่มองโลกในแง่ดีมากกว่านั้น โดยมองว่า XRP อาจมีโอกาสพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ได้ในระยะยาว หากตลาดคริปโตโดยรวมยังคงเติบโตขึ้น วันที่ 16 เมษายนที่จะถึงนี้ ถูกมองว่าเป็นวันสำคัญที่อาจส่งผลให้ราคา XRP ปรับตัวสูงขึ้นอีก ตามที่นักวิเคราะห์บางรายได้คาดการณ์ไว้ ข้อควรพิจารณาสำหรับนักลงทุน ข้อดี: ความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่เคยเป็นปัจจัยกดดันราคา XRP ได้คลี่คลายลงแล้ว Ripple สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่มากขึ้น และมีโอกาสขยายการใช้งานในระบบการเงินทั่วโลก XRP ได้กลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบันอีกครั้ง ข้อควรระวัง: ราคาที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่การปรับฐานในระยะสั้น แม้ชนะคดี SEC แต่ Ripple ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ข้อห้ามในการระดมทุนเป็นเวลา 5 ปี การแข่งขันในอุตสาหกรรมบล็อกเชนและการโอนเงินระหว่างประเทศยังคงสูง หาก
ลองนึกภาพแบบนี้ครับ… หุ้น SpaceX เข้าตลาด Nasdaq ปุ๊บ อีกฝั่งหนึ่งก็มีเวอร์ชันโทเคนขึ้นเทรดบน Solana แทบจะพร้อมกัน ปกติหุ้น IPO ระดับโลกแบบนี้ นักลงทุนรายย่อยนอกสหรัฐฯ อาจได้แต่มองตาปริบ ๆ แต่รอบนี้มีผู้เล่นอย่าง Sunrise และ Backpack Securities เตรียมออกโทเคนชื่อ SPCX ซึ่งอ้างอิงหุ้น SpaceX จริง และสามารถแลกกลับเป็นหุ้นผ่านแพลตฟอร์มนายหน้าของ Backpack ได้ จุดที่ทำให้ข่าวนี้น่าสนใจมากคือ SPCX ไม่ได้ถูกวางตัวเป็นแค่ เหรียญที่ราคาอิงหุ้น แต่ถูกขายไอเดียว่าเป็นสะพานระหว่างบัญชีโบรกเกอร์แบบดั้งเดิมกับตลาดบนบล็อกเชน ผู้ถือสามารถเก็บโทเคนไว้ในวอลเล็ตเอง เทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง และถ้าระบบทำได้ตามที่ประกาศ ก็จะทำให้หุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นฮอต ๆ เข้าถึงง่ายขึ้นมาก อีกข่าวที่ต้องเอามาเชื่อมคือ Solana Foundation เปิดตัวโปรแกรม Frontier Traders เจาะกลุ่มสถาบันการเงินและเทรดเดอร์รายใหญ่ โดยเกณฑ์เข้าร่วมไม่ธรรมดา ต้องมีวอลุ่ม DEX ย้อนหลัง 30 วันอย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์ พร้อมเงื่อนไข open interest อีก 16 ล้านดอลลาร์ แปลตรง ๆ คือ Solana ไม่ได้แค่หวังให้รายย่อยมาเก็งกำไร แต่กำลังเรียกสภาพคล่องระดับมืออาชีพเข้ามาอยู่บนเชน และที่บังเอิญพอดีแบบไม่ธรรมดา แคมเปญแรกของ Frontier Traders ก็เปิดด้วยสินทรัพย์ tokenized equity ของ SpaceX นี่แหละครับ เท่ากับว่า SpaceX กลายเป็นตัวเปิดเกมให้ Solana บุกตลาดสินทรัพย์จริง หรือ RWA แบบจริงจัง ฝั่งตัว SpaceX เอง ข่าวระบุว่า IPO ตั้งราคาที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ระดมทุนระดับ 75,000 ล้านดอลลาร์ และให้มูลค่าบริษัทเกือบ 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงจะเป็นหนึ่งในดีล IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และมีรายงานว่า Elon Musk กันหุ้นประมาณ 30% ให้รายย่อย สูงกว่าปกติที่มักอยู่แถว 10% เท่านั้น ◾ผลกระทบต่อตลาดคริปโต ผลกระทบแรกคือ เรื่อง narrative ตลาดคริปโตช่วงหลังไม่ได้ขายแค่เรื่องเหรียญมีม หรือ DeFi แบบเดิม ๆ แล้ว แต่เริ่มกลับมาขายเรื่อง “สินทรัพย์จริงขึ้นบล็อกเชน” ตั้งแต่ stablecoin, พันธบัตร tokenized, กองทุน money market จนมาถึงหุ้น tokenized ถ้า SPCX มีสภาพคล่องจริง ใช้งานได้จริง และมีการแลกกลับเป็นหุ้นจริงได้อย่างราบรื่น มันจะเป็นเคสที่ทำให้นักลงทุนเริ่มมอง Solana ไม่ใช่แค่เชนเร็วค่าธรรมเนียมถูก แต่เป็นโครงสร้างตลาดทุนแบบใหม่ ผลกระทบที่สองคือ การแข่งขันระหว่างเชนและแพลตฟอร์มอนุพันธ์จะเดือดขึ้นมาก ข่าวระบุว่า SpaceX exposure ไม่ได้มีแค่ Solana เพราะก่อนหน้านี้มี Trade.xyz บน Hyperliquid, Bybit และ Kraken ที่ใช้ Backed Assets หรือ xStocks เข้ามาเล่นเกมนี้แล้ว เท่ากับว่านี่ไม่ใช่ข่าวเดี่ยว ๆ แต่เป็นการแข่งขันว่าใครจะเป็นตลาดหลักของหุ้น tokenized และ pre-IPO exposure ผลกระทบที่สามคือ ถ้าสถาบันเข้ามาเพราะค่าธรรมเนียมถูกและ rebate ดี รายย่อยอาจได้ประโยชน์จากสภาพคล่องที่ลึกขึ้น สเปรดแคบขึ้น แต่ก็ต้องระวังว่าเมื่อสนามนี้ถูกออกแบบมาเพื่อวอลุ่มระดับ 500 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป รายย่อยอาจเป็นคนที่เข้าหลังสุด และออกช้าที่สุดในจังหวะที่ตลาดผันผวน ◾วิเคราะห์เชิงลึกและมุมมองส่วนตัว มุมบวกก่อนนะครับ เรื่องนี้เป็นสัญญาณว่า RWA กำลังขยับจากคำสวย ๆ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่คนทั่วไปเข้าใจได้ เพราะหุ้น SpaceX เป็นชื่อที่ทุกคนรู้จัก ไม่เหมือนสินทรัพย์ tokenized บางตัวที่ฟังแล้วไกลตัวมาก ถ้าเอาหุ้นดังมาอยู่บนเชนได้จริง มันจะช่วยดึงคนที่ไม่ได้สนใจคริปโตโดยตรงให้เข้ามาสัมผัสบล็อกเชนผ่านสินทรัพย์ที่เขาอยากถืออยู่แล้ว อีกมุมหนึ่ง Solana ได้ประโยชน์เช
สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนคริปโตทุกคน! วันนี้เรามาเจาะลึกสถานการณ์ของ Ethereum (ETH) กันหน่อย ช่วงที่ผ่านมาใครที่ดูกราฟคงจะเห็นว่า ETH มีจังหวะฮึดสู้ พุ่งขึ้นมาทำทรงเหมือนจะไปต่อ แต่พอชนด่าน 2,400 ดอลลาร์ปุ๊บ... ร่วงปั๊บ! ช่วงวันที่ 16 มีนาคม 2026 เหมือนมีกำแพงเหล็กกั้นอยู่ คำถามคือ... ทำไมมันถึงผ่านไปไม่ได้สักที? วันนี้ผมสรุป 3 เหตุผลหลักๆ มาให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ปริมาณการซื้อขายบน DEX ลดลง พูดง่ายๆ คือคนเล่นน้อยลงครับ ความคึกคักในโลก DeFi ที่เคยเป็นจุดเด่นของอีเธอร์เรียมตอนนี้แผ่วลงไปเยอะ เงินทุนจากสถาบันไหลออก อันนี้น่าตกใจนะ เพราะมีข้อมูลว่ามีเงินไหลออกจากกองทุน Ether ETF ติดต่อกันถึง 6 วันทำการ! รวมมูลค่ากว่า 298 ล้านดอลลาร์! แปลว่าพี่วาฬหรือสถาบันใหญ่ๆ เค้ายังไม่มั่นใจ หรืออาจจะกำลังย้ายเงินไปซบสินทรัพย์อื่นอยู่ครับ ความต้องการใช้งาน dApps ลดลง แถมตลาดฟิวเจอร์สก็ไม่ได้มีพรีเมียมหรือแรงเก็งกำไรที่สูงพอจะดันราคาให้ทะลุแนวต้านไปได้ครับ ◼️ ผลกระทบต่อตลาดและนักลงทุน พอเจอ 3 เด้งนี้เข้าไป ผลกระทบที่ตามมาก็คือ... ราคา ETH ปีนี้ร่วงลงไปแล้วกว่า 31% แต่เดี๋ยวก่อน! ปัญหาไม่ได้มีแค่นั้น สิ่งที่กดดันตลาดอยู่ลึกๆ คือ 'ความกังวลเรื่องกฎระเบียบ' โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ตอนนี้มีรายงานจาก FATF (คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน) ที่ออกมาจี้ว่า กฎหมายคุม Stablecoin ต้องเข้มกว่านี้ เพราะคนเริ่มเอาไปใช้โอนเงินข้ามประเทศกันเยอะขึ้น พอมีข่าวว่าทางการจะเข้ามาคุมเข้ม Stablecoin ซึ่งเป็นเหมือน 'น้ำมัน' ที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศคริปโตทั้งหมด นักลงทุนก็เลยเกิดอาการ ขอรอดูก่อนละกัน ไม่กล้าเทหน้าตักซื้อ ETH ในช่วงนี้นั้นเอง ◼️วิเคราะห์เชิงลึกและมุมมองส่วนตัว ในมุมมองส่วนตัวผมนะครับ… อาการที่ ETH ไม่ผ่าน 2,400 ดอลลาร์เนี่ย มันสะท้อนให้เห็นว่าตลาดตอนนี้ 'ขาดเงินใหม่' (New Money) เข้ามาดันราคาครับ เวลาเราจะให้ราคาสินทรัพย์ขึ้นแรงๆ มันต้องมีสตอรี่ใหม่ๆ มากระตุ้น แต่ตอนนี้ Ethereum ขาดความตื่นเต้นตรงนั้นไป แถมยังมีตัวเลือกอย่าง Layer 1 ตัวอื่นๆ ที่ทำความเร็วได้ดีและค่าธรรมเนียมถูกกว่ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดไปอีก ส่วนเรื่อง ETF ที่เงินไหลออก ผมมองว่าสถาบันเค้าค่อนข้างเซนซิทีฟกับเรื่องกฎหมายครับ พอเห็นทรงว่า US จะเอาจริงเรื่องคุม Stablecoin เค้าก็ต้องลดความเสี่ยงเป็นธรรมดา กลายเป็นว่ารายย่อยอย่างเราๆ ถ้าจะไปรับของตอนนี้ อาจจะต้องเจอกับแรงเทขายของสถาบันที่คอยกดราคาไว้อยู่ ◼️สรุปปิดท้ายและเชื่อมโยงภาพใหญ่ สรุปนะครับเพื่อนๆ ภาพใหญ่ของตลาดคริปโตช่วงนี้ยังอยู่ในโหมด 'Wait and See' หรือรอดูท่าทีครับ ตราบใดที่ภาพรวมเศรษฐกิจและเรื่องกฎระเบียบยังไม่ชัดเจน เงินทุนก้อนใหญ่ก็ยังไม่กล้ากระโดดเข้ามาเต็มตัว สิ่งที่นักลงทุนรายย่อยต้องสังเกตต่อจากนี้คือ จับตาดูแนวต้าน 2,400 ดอลลาร์ ถ้าวันไหนทะลุได้พร้อมวอลุ่มซื้อที่แน่นๆ อันนี้ถือว่ามีลุ้นเปลี่ยนเทรนด์ ตัวเลขเงินไหลเข้า ETF (ETF Flows) ถ้ายอดไหลออกเริ่มหยุด แล้วเปลี่ยนเป็นไหลเข้าติดต่อกัน นั่นคือสัญญาณบวกว่าสถาบันเริ่มกลับมา ข่าวการกำกับดูแล Stablecoin ถ้ามีข่าวดี หรือกฎหมายออกมาแล้วไม่ได้แย่อย่างที่คิด ตลาดอาจจะโล่งใจและกลับมาคึกคักได้ครับ ช่วงนี้ตลาดค่อนข้างเปราะบาง ใครที่เทรดสั้นอาจจะต้องมีจุด Stop Loss ที่ชัดเจน ส่วนใครที่ถือยาว ลองประเมินดูว่าเรายังเชื่อมั่นในพื้นฐานระยะยาวของ Ethereum อยู่ไหมแล้วเลือกแผนที่เหมาะกับการลงทุนครับ คำเตือน (Disclaimer) และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลย... ขอย้ำนะครับว่า การลงทุนในคริปโตเคอร์
สวัสดีครับเพื่อน ๆ นักลงทุนคริปโตทุกคน! วันนี้เรามีประเด็นร้อนแรงที่ว่าทำเอานักลงทุนรายย่อยอย่างเรา ๆ ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ก็เพราะว่าช่วงนี้มีเงินไหลเข้า Spot Bitcoin ETF ต่อเนื่องถึง 7 วันติด! รวมแล้วกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฟังดูดีใช่ไหมครับ? สถิตินี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เงินไหลเข้าติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วเลยนะฮะ... แค่วันจันทร์ที่ผ่านมาวันเดียว ก็มีเงินไหลเข้าอีกเกือบ 200 ล้านดอลลาร์ ถ้าเงินไหลเข้าเยอะขนาดนี้ มีแต่คนรุมซื้อ แล้วทำไมราคา Bitcoin ถึงสะดุดล้มหัวทิ่ม หลุดระดับ 71,000 ดอลลาร์ไปซะได้ล่ะ? มันเกิดอะไรขึ้นหลังฉากกันแน่? วันนี้เราจะมาเจาะลึกแกะรอยกันครับ! ◼️ ผลกระทบ สาเหตุหลักที่ทำเอาตลาดคริปโตสะเทือน และดันราคาลงมา ก็คือ "พี่ใหญ่" อย่างธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED นั่นเองครับ ล่าสุดในการประชุม FOMC เดือนมีนาคม FED มีมติ "คงอัตราดอกเบี้ย" ไว้ที่ 3.5 - 3.75% ซึ่งจริง ๆ การคงดอกเบี้ยตามคาดก็ไม่น่าตกใจเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin ออกมา คือ "ความกังวล" ในคำแถลงของ FED ครับ คุณเจอโรม พาวเวลล์ ส่งสัญญาณชัดเจนว่า เขายังกังวลเรื่องสงครามในอิหร่านที่กำลังระอุ ซึ่งมันไปดันให้ "ราคาน้ำมัน" ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 98 ดอลลาร์แล้ว! พอราคาน้ำมันแพงขึ้น เงินเฟ้อที่ FED พยายามกดให้เหลือ 2% ก็ทำท่าจะพุ่งกลับมาอีกครั้ง! นักลงทุนเลยมองว่า แบบนี้ FED ก็คงไม่ลดดอกเบี้ยไปอีกนานเลยสิ พอคนกลัวว่าดอกเบี้ยจะค้างสูงนานกว่าที่คิด เงินก็เลยหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงมาถือเงินสดหรือพันธบัตรไว้ก่อน ทำให้ราคา Bitcoin ร่วงลงมานั่นเองครับ ◼️ วิเคราะห์เชิงลึกและมุมมองส่วนตัว ทีนี้ มาถึงคำถามสำคัญ... "แล้วแบบนี้ตลาดจะพังไหม? หรือมันคือจังหวะของสายย่อ?" เรามาแยกดูข้อดีและข้อที่ต้องระวังกันครับ มุมมองเชิงบวก (ฝั่งกระทิง) ถึงราคาจะร่วงลงมาหลุด 71k แต่ข้อมูลหลังบ้านบอกว่า "โมเมนตัมขาขึ้นยังแข็งแกร่ง เพราะฝั่งสถาบันยังคงช้อนซื้อผ่าน Spot ETF อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ข้อมูลจากตลาด Futures ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนฝั่ง Long (คนที่แทงขึ้น) ไม่ได้ใช้ Leverage หรือกู้เงินมาเทรดมากเกินไป แปลว่าต่อให้ราคา Bitcoin ร่วงลงไปอีก 5% ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์พอร์ตแตกเป็นลูกโซ่ (Cascading liquidations) ให้เห็นบ่อย ๆ ครับ แถมยังมีลุ้นอีกว่า ตอนนี้ราคาทองคำเริ่มนิ่ง ๆ ถ้านักลงทุนเริ่มเบื่อทองคำที่ให้ผลตอบแทนสู้เงินเฟ้อไม่ไหว อาจจะมีการ "สลับกลุ่มเล่น" (Rotation) ย้ายเงินจากทองคำมาเข้า Bitcoin แทนในระยะยาว! อ้อ... ฝั่ง Altcoin ก็มีลุ้นนะฮะ XRP เริ่มมีเงินไหลเข้า ETF เป็นบวกแล้ว หลังจากร่วงมา 8 วันติด จุดที่ต้องระวัง (สำหรับรายย่อย) ถึงข่าวจะพาดหัวว่าเงินเข้า ETF 7 วันติด แต่ถ้าเราซูมดูดี ๆ "ปริมาณเงิน" มันยังห่างไกลจากช่วงตลาดกระทิงเดือนตุลาคมปีที่แล้วมากครับ ตอนนั้นเงินไหลเข้าตั้ง 6 พันล้านดอลลาร์ แต่รอบนี้เพิ่งจะได้ 1.2 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น เป็นเหมือนไฟที่ค่อย ๆ คุ มากกว่าไฟลามทุ่ง แถมภาพรวมตั้งแต่ต้นปี (YTD) เงินไหลเข้าสุทธิของ ETF ยังคงติดลบอยู่นะเพราะโดนเทขายออกไปเยอะในช่วงก่อนหน้า ◼️ สรุปปิดท้าย ภาพใหญ่ของตลาดคริปโตตอนนี้ เรากำลังอยู่ในช่วง ชักเย่อ (Tug-of-war) ฝั่งหนึ่งคือแรงซื้อจากสถาบันที่ยังคงเก็บของเรื่อย ๆ มองภาพยาว แต่อีกฝั่งคือปัจจัยมหภาค (Macro) ทั้งเรื่องสงคราม ดอกเบี้ย และเงินเฟ้อที่คอยกดดันราคาเอาไว้ ทิศทางตลาดในช่วงนี้จึงมีแนวโน้มจะ "แกว่งตัวผันผวน (Sideways)" สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตา อย่าเพิ่ง F
สวัสดีครับทุกคน วันนี้ Bitcoin ขึ้นไปแตะ $76,000 ได้อีกครั้ง ซึ่งถ้าดูแค่ตัวเลข หลายคนคงโล่งอกและเริ่มเปิด port รอลุ้นกัน แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ... มีสัญญาณจากข้อมูล On-Chain ที่น่าเป็นห่วงออกมาพร้อมกันเลย โดยบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล On-Chain อันดับต้นๆ ของโลกอย่าง CryptoQuant ออกรายงานฉบับพิเศษมาเตือนว่า การขึ้นมาครั้งนี้ของ Bitcoin อาจกำลังเดินเข้าไปชนกำแพงที่แข็งมาก และถ้าไม่ระวัง ราคาอาจย้อนกลับได้ไวกว่าที่คิด วันนี้เราจะมาถอดรหัสรายงานนี้ให้ฟัง ว่ามันหมายความว่าอะไร และ นักลงทุนรายย่อยอย่างเราต้องสังเกตอะไรเป็นพิเศษ ◼️ รายละเอียดสำคัญ: ตัวเลขที่ต้องจับตา มาดูตัวเลขกันตรงๆ เลยครับ สัญญาณแรก เหรียญไหลเข้า Exchange พุ่ง ในช่วงที่ Bitcoin ดีดขึ้นแตะ $76,000 เมื่อวันอังคาร ที่ 14 เมษา พบว่า Bitcoin ไหลเข้า Exchange รายชั่วโมงสูงถึง 11,000 BTC ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 เลย ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะการโอน BTC เข้า Exchange คือสัญญาณที่คนถือเหรียญ "เตรียมขาย" ครับ ไม่ใช่เตรียมถือยาว สัญญาณที่สอง ขนาดการฝากเหรียญก็ใหญ่ขึ้น ค่าเฉลี่ยการฝากต่อครั้งขยับขึ้นมาที่ 2.25 BTC สูงสุดตั้งแต่กรกฎาคม 2024 และมันฟ้องว่าไม่ใช่นักลงทุนรายเล็กๆ ที่กำลังเคลื่อนไหว แต่เป็นคนที่มีทุนพอควรออกมาขายทำกำไรกัน สัญญาณที่สาม ประวัติศาสตร์เก่าเตือนว่า ในเดือนมกราคม 2026 เหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้น ตอนนั้นค่าเฉลี่ยการฝากพุ่งขึ้นที่ 2 BTC ก่อนที่ราคาจะร่วงจาก $100,000 ลงมาที่ $60,000 เกือบครึ่งนึงเลยนะครับ ◼️ ผลกระทบ: กำแพง $76,800 คืออะไร? ตัวเลขที่น่ากลัวที่สุดในรายงานนี้คือ $76,800 ครับ นี่ไม่ใช่แค่เส้น Resistance ทางเทคนิคทั่วไป แต่มันคือ "Realized Price" หรือ ราคาต้นทุนเฉลี่ยของนักเทรดที่ยังถือ BTC อยู่ในตลาด ณ ขณะนี้ พูดง่ายๆ คือ ใครที่ซื้อ BTC ในช่วงตลาดขาลงแล้วยังถือไว้ — พอราคาขึ้นมาใกล้ $76,800 มันเกือบคุ้มทุนแล้ว และคนกลุ่มนี้มักจะ "ขายทันทีที่เห็นกำไร" หรือถึงจุดคุ้มทุนครับ ว่าง่ายๆ ทนจนได้แต่ทนรวยไม่ไหว CryptoQuant เรียกจุดนี้ว่า "เพดานของ Relief Rally" และเตือนว่าหาก Bitcoin ไปถึง $76,800 แล้วไม่ทะลุได้ ความเสี่ยงของการพลิกกลับขาลงจะสูงมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่อง Daily Realized Profit ที่ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ $500 ล้านต่อวัน ซึ่งยังไม่ถึงระดับ $1 พันล้านที่ในอดีตมักตรงกับจุด "ยอดระยะสั้น" ของราคา แต่ถ้า Bitcoin ดันขึ้นไปได้ตัวเลขนี้จะพุ่งทะลุเส้นนั้น และแรงขายก็จะตามมา ◼️ วิเคราะห์เชิงลึก + ภาพใหญ่ตลาด ตอนนี้ถ้ามองภาพใหญ่ของตลาดมีเรื่องน่าสนใจหลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน Goldman Sachs ยื่นไฟล์ Bitcoin ETF วันเดียวกัน วันที่ Bitcoin ขึ้น $76,000 พอดี Goldman Sachs ยื่น SEC เพื่อขอตั้ง "Bitcoin Premium Income ETF" กองทุนนี้ไม่ได้ถือ BTC โดยตรง แต่ใช้กลยุทธ์ขาย Call Option เพื่อสร้างรายได้ในตลาด ที่ราคาเดิน sideways นั่นแปลว่า Wall Street กำลังวางเดิมพันว่า Bitcoin จะ "ไม่ขึ้นมากกว่านี้" ในระยะอันใกล้ครับ เป็นสัญญาณที่น่าคิดมาก Ether Open Interest พุ่ง 26% ในสัปดาห์เดียวกัน ETH มี Open Interest เพิ่มขึ้น 26% สะท้อนว่าตลาด Altcoin เริ่มกลับมามีชีวิตชีวา ซึ่งถ้าเงินเริ่มหมุนออกจาก BTC มา Altcoin ก็อาจทำให้ Bitcoin ชะลอได้ชั่วคราว Bitcoin Spot ETF ยังไหลเข้า ด้านสถาบันฯ ยังดีอยู่ — Bitcoin Spot ETF มียอด Inflow $412 ล้านในวันเดียว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในสัปดาห์นั้น บอกว่าเงินสถาบันยังไม่ได้หนีออกไปไหน แค่ตลาดรายย่อยกำลังหาจังหวะ "ขายทำกำไร" ◼️ นั
สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมอยากจะให้เพื่อนๆ ที่ติดตามข่าว คริปโตควรหยิบมือถือขึ้นมาเปิดปฏิทินแล้วลงแจ้งเตือนไว้ครับว่าวันที่ 27 มกราคม นี้มีเหตุการณ์สำคัญ ทำไมน่ะเหรอครับ? เพราะนี่อาจจะเป็นวันที่กำหนดทิศทางของพอร์ตเราในปีนี้เลยก็ได้ ไม่ได้จะมาปั่นให้ FOMO นะครับ แต่มันมีข่าวใหญ่มาจากฝั่งอเมริกา ที่บอกเลยว่า เหล่าวาฬทั้งหลายต่าง จับตามอง แล้วรายย่อยอย่างเราก็ควรให้ความสนใจด้วย เพระาล่าสุด คณะกรรมการการเกษตรของวุฒิสภาสหรัฐฯ (Senate Agriculture Committee ) เขาเคาะโต๊ะมาแล้วครับว่า 27 มกราคมนี้ จะมีการ 'Markup' กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต! ... เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งงงศัพท์เทคนิคครับ 'Markup' คืออะไร? แล้วมันจะพาเหรียญในกระเป๋าเราไปดวงจันทร์ หรือพาไปดอย? เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังแบบม้วนเดียวจบครับ!" ◼️ เกิดอะไรขึ้น? (The What & When) โอเค เข้าเรื่องเลยครับ ข้อมูลนี้ผมแกะมาจาก Cointelegraph และแหล่งข่าววงในฝั่งสหรัฐฯ เรื่องของเรื่องคือ ก่อนหน้านี้ฝั่งสภาล่าง (House) เขาผ่านร่างกฎหมายที่ชื่อว่า FIT21 ไปแล้วใช่มั้ยครับ ที่พยายามจะบอกว่า อะไรคือหลักทรัพย์ (Security) อะไรคือสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ทีนี้บอลมันถูกส่งต่อมาที่ วุฒิสภา (Senate) ครับ ซึ่งที่ผ่านมาเนี่ย เงียบกริบ! ดึงเช็งกันนานมาก" แต่ล่าสุด! ประธานคณะกรรมการการเกษตรฯ คุณ John Boozman แกประกาศชัดเจนแล้วครับว่า 27 มกราคมนี้ เจอกัน! จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายนี้อย่างเป็นทางการ คำว่า Markup ในภาษาการเมืองเนี่ย มันคือขั้นตอนที่เอาสมาชิกมานั่งล้อมวงกัน แล้วเอาปากกาแดงมาวง แก้ไข บรรทัดต่อบรรทัด ว่าจะเอาตรงไหน จะตัดตรงไหน ก่อนจะส่งไปโหวตจริงในสภาใหญ่ครับ ความพีคคือ แหล่งข่าวบอกว่าร่างกฎหมายตัวจริงจะถูกปล่อยออกมาให้อ่านกันประมาณวันที่ 21 มกราคม (ก่อนประชุม 6 วัน) ... และแว่วๆ มาว่า มีการเสนอขอแก้ไข (Amendment) กันไปแล้วกว่า 130 จุด! เรียกว่ารื้อกันฉ่ำครับงานนี้ ◼️ ผลกระทบ: ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับพอร์ตเรา? แล้วมันเกี่ยวยังไงกับเราที่นั่งเทรดอยู่ในไทย? ... เกี่ยวเต็มๆ ครับเพื่อนๆ! 1. ความชัดเจนคือพระเจ้า ตลาดทุนเกลียดที่สุดคือ 'ความไม่แน่นอน' ครับ กฎหมายฉบับนี้ หัวใจหลักของมันคือการแบ่งเค้กกันระหว่าง CFTC (ที่คุมสินค้าโภคภัณฑ์) กับ SEC (ก.ล.ต. สหรัฐฯ) ว่าใครจะคุมเหรียญไหน ถ้ากฎหมายนี้ผ่าน เราจะรู้ทันทีว่า Bitcoin, Ethereum หรือ Solana ของเรา ใครเป็นคนคุมกฎกันแน่ 2. ประตูสู่สถาบันการเงิน ถ้ากฎกติมาชัดเจน กองทุนใหญ่ๆ ธนาคารระดับโลก เขาถึงจะกล้าเข้ามาเล่นเต็มตัวครับ ที่เราเห็น ETF ผ่านนั่นแค่น้ำจิ้ม แต่ถ้า 'โครงสร้างตลาด (Market Structure)' ชัดเจนเมื่อไหร่ เงินก้อนใหญ่กว่านั้นจะไหลเข้ามาได้ง่ายขึ้นครับ" 3. DeFi และ Yield ในการแก้ไข 130 จุดนั้น มีข่าวลือว่ามีเรื่องเกี่ยวกับ DeFi และการแจกผลตอบแทน (Yield) ด้วย ถ้าออกมาดี DeFi Summer รอบใหม่ก็อาจจะมา แต่ถ้าออกมาแย่... ก็อาจจะต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ครับ ◼️ วิเคราะห์เจาะลึก: มุมมองส่วนตัว & ภาพใหญ่ (Deep Dive) มาถึงช่วงวิเคราะห์กันหน่อยครับ... ในมุมมองของผมนะ การที่เขารีบกำหนดวันเป็น 27 มกราคม ตั้งแต่ต้นปีแบบนี้ แปลว่าฝั่งการเมืองสหรัฐฯ เริ่ม เอาจริง ครับ ปี 2026 เป็นปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ของสหรัฐฯ นักการเมืองต้องการผลงานครับ และคริปโตฯ กลายเป็นฐานเสียงใหญ่ไปแล้ว เขาปล่อยผ่านไม่ได้ แต่! ...จุดที่ต้องระวัง คืออย่าเพิ่งโลกสวยว่าวันที่ 27 ปุ๊บ กราฟจะพุ่งปั๊บนะครับ การเมืองคือการต่อรองครับ ร่างแรกที่ออกมาอาจจะดูแย่จนตลาดตกใ
มีข่าวดีมาบอก ครม. เพิ่งอนุมัติยกเว้นภาษีกำไรจากการขายคริปโตแล้ว (Capital Gains)! เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลของโลก! Capital gain คือกำไรที่เกิดจากการขายสินทรัพย์ในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อ วันนี้เราจะมาคุยกันว่าเรื่องนี้จะส่งผลดีต่อคุณและวงการคริปโตไทยยังไงบ้าง เตรียมตัวรับข่าวดีกันได้เลย! โดย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศใน X และ Facebook ส่วนตัว ◼️ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ครม. ได้อนุมัติการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรส่วนทุน (Capital Gains) จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมทั้ง Cryptocurrency, Investment Token และ Utility Token โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2572 รวมระยะเวลาเต็ม 5 ปี! สามารถดูได้ที่ หน้าเพจข่าวกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 74/2568 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ข้อสำคัญคือ การยกเว้นภาษีนี้จะใช้ได้เฉพาะการซื้อขายผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเท่านั้น เช่น Exchange, Broker หรือ Dealer อย่าง "บิทคับ” ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และได้รับใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจากกระทรวงการคลัง ผลกระทบต่อเหรียญและตลาด มาตรการนี้จะส่งผลดีต่อตลาดคริปโตไทยอย่างมหาศาล! ประการแรก เราจะเห็นเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น เพราะนักลงทุนจะไม่ต้องกังวลเรื่องภาระภาษีจากกำไรอีกต่อไป ซึ่งอาจทำให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประการที่สอง บรรดาเหรียญท้องถิ่นของไทยจะได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะการลงทุนในเหรียญเหล่านี้จะไม่ต้องเสียภาษี ทำให้เกิดโอกาสในการเติบโตของโปรเจกต์คริปโตในประเทศไทย นอกจากนี้ ประเทศไทยจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลจากทั่วโลก เพราะนโยบายภาษีที่เป็นมิตร ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันและนวัตกรรมใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมนี้ วิเคราะห์มุมมองส่วนตัว ในมุมมองส่วนตัวของผม การยกเว้นภาษีเป็นก้าวที่ชาญฉลาดมากของรัฐบาลไทย เพราะจะช่วยดึงดูดทั้งเม็ดเงินและความเชี่ยวชาญในวงการคริปโตจากทั่วโลกมาสู่ประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าช่วง 5 ปีนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น รัฐบาลน่าจะใช้เวลานี้ในการพัฒนากรอบกฎหมายที่เหมาะสมสำหรับอนาคตระยะยาว ไม่ใช่แค่ยกเว้นภาษีอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ ผมคาดว่าในช่วง 1-2 ปีแรกของการยกเว้นภาษี เราจะเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจำนวนนักลงทุนในประเทศไทย และอาจมีบริษัทสตาร์ทอัพด้านบล็อกเชนเกิดขึ้นมากมาย เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ผ่าน ครม แล้วเหลือรอยื่นเรื่องต่อเพื่อการออกกฎหมาย กฎ หรือระเบียบต่างๆ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ผมเชื่อว่า มันเป็นการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามา และถึงแม้จะไม่เสีย Capital Gain tax แต่ เมื่อนำเงินมาลงทุนในประเทศก็ต้องเสีย VAT และ ถ้าลงทุนอย่างอื่นแล้วได้กำไรก็ต้องเสียภาษีอยู่ดีครับ ----------------------------------------------------------------------------------------------------------- พบกับรายการ Benyiam Better Live “บอกต่อสิ่งดี ๆ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” ได้ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เวลา 12.00-12.30 น. โดยประมาณ อย่าลืมกดติดตาม และเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ #BenyiamBetterLIVE #benyiamjourney
